ไขข้อสงสัย โรงแรม 5 ดาว ดีกว่ายังไง?
นอกจากหรูกว่า สบายกว่า และ ‘แพง’ กว่าแล้ว เพื่อนๆ เคยสงสัยกันไหมครับว่า มีเรื่องใดอีกบ้าง ที่เป็นตัววัดการประเมิน “โรงแรม 5 ดาว” อีกบ้าง? -พนักงานระดับ Top : ตั้งแต่ Concierge (ผู้กุมกุญแจทอง) , Porter (จัดการสัมภาระ), Check in ไปจนถึงแม่บ้าน ที่นอกจากจะต้องมีครบแล้ว ยังต้องมีความรู้ความสามารถที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด เช่น พูดจาฉะฉาน ชัดเจน, ภาษาอังกฤษเป๊ะ, สุภาพ เป็นต้น . -Facilities ต้องหรูเลิศ : สิ่งอำนวยความสะดวกทุกสิ่งอย่าง จะต้องระดับ High Quality เท่านั้น! เช่น ห้องสปา ต้องมีคุณภาพระดับ High-Rated พร้อมทั้งมีพนักงานบำบัดที่เป็นมืออาชีพ (professionally-trained therapists) ส่วนสระว่ายน้ำ ก็จะต้องมีขนาดที่ไม่ต่ำกว่าที่มาตรฐานกำหนด . -ตอบโจทย์ทุก Lifestyle! :
4 Festival ห้ามพลาดที่มีเพียงปีละครั้ง
วันนี้ Treasure Planet จะพาเพื่อนๆ มาชมเทศกาลไฮไลท์ของแต่ละประเทศที่มีเพียงปีละครั้งเท่านั้น และหากไม่ได้ไป ยังถือว่าไปไม่ถึง! -เทศกาลแห่ง 'สีสัน' Holi Festival #India -เทศกาล 'วันแห่งความตาย' Los Dias de los Muertos #Mexico -เทศกาล 'หน้ากาก' Venice Carnival #Italy -เทศกาล 'จุดกองไฟบนภูเขา' Daimonji no Okuribi #Japan1. เทศกาลแรกที่หลายๆ คนอาจจะรู้จัก หรือเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้วนั่นก็คือเทศกาลแห่ง “สีสัน” หรือ “Holi Festival” ของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเทศกาลที่ชาวอินเดียจะนำผงสี หรือแป้งสี ที่เรียกว่า “ติกา” มาสาดใส่กัน โดยเชื่อว่า การสาดสีเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้หมดไป และสีที่ติดตามตัวของผู้ร่วมงานยังหมายถึงมิตรภาพที่จะคงอยู่ตลอดไปอีกด้วยโดยเทศกาลสีที่อินเดีย จะจัดขึ้นช่วงเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี และมีติดต่อกัน 1-2 วันเท่านั้น2. “Los Dias
ไข่ใครจะเป็นยังไงไม่รู้ ที่รู้ๆ ญี่ปุ่นมี ‘ไข่ดำ’
ถ้าบ้านเรามีไข่เค็มไชยา ที่ญี่ปุ่นก็มี ‘ไข่ดำ’ จากหุบเขาโอวาคุดานิ เมืองฮาโกเน่ เป็นของขึ้นชื่อเช่นเดียวกัน ซึ่งเจ้า ‘ไข่ดำ’ นี้ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าหากกินไปหนึ่งใบ จะมีอายุยืนขึ้น 7 ปีเลยทีเดียว!! . จริงๆ แล้วที่บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ มีแร่ธาตุ “กำมะถัน” อยู่เป็นปริมาณมาก จึงทำให้เมื่อนำไข่ลงไปต้มเป็นเวลาสักระยะ จะทำให้เปลือกไข่เกิดปฏิกิริยา และดูดซับเอากำมะถันเข้าไป จึงทำให้เปลือกไข่เปลี่ยนสีเป็นสีดำ เป็นที่มาของ #ไข่ดำ แห่งหุบเขาโอวาคุดานินั่นเอง
ต้อง ‘อร่อย’ ขนาดไหน ถึงจะได้ “Michelin star” ?
“รสชาติ” แน่นอนว่าต้องความอร่อยต้องมาก่อน! รวมถึงความแปลก หรือ Unique สุดๆ แบบที่ใครได้มากินก็ต้องร้องว้าว! และอาจจะกลับไปบอกต่อเพื่อนๆ ได้ ซึ่ง Michelin Star ก็ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เป็นอันดับแรกๆ ในการประเมินเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของความพิถีพิถัน การรังสรรค์เมนู และขั้นตอนในการเสิร์ฟ ที่ได้คิดมาแล้วว่าต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนนี้ ถึงจะได้รสชาติอาหารที่ “อร่อย” ที่สุด"ความสดใหม่" เรื่องต่อมาคือความสดของวัตถุดิบที่นำมาใช้ประกอบในการทำอาหาร ซึ่งจะต้องมีความสดใหม่ให้ได้มากที่สุด เพื่อดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของเมนูนั้นๆ ออกมา โดยเรื่องนี้คณะกรรมการของ Michelin Star ก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กับเรื่องของรสชาติ เพราะจะทำให้รู้ว่าร้านอาหารนั้นๆ มีความใส่ใจ ในการเลือกวัตถุดิบมากน้อยเพียงใด"ความรักในการทำอาหาร" บางคนอาจจะงงว่าพูดถึงเรื่องอะไร? ซึ่งนอกเหนือจากรสชาติความอร่อยแล้ว เรื่องที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ "ความรัก" ในการทำอาหารของเชฟคนนั้นๆ เพราะด้วยความรักและความใส่ใจนี้เอง ที่จะทำให้ทุกๆ คำที่ลูกค้าได้ทานเข้าไป สามารถเปลี่ยนจากอาหารในจานธรรมดาๆ ให้กลายมาเป็น "ความสุข" ของลูกค้าได้ และสิ่งนี้ก็จะเป็นตัวช่วยอย่างมาก ที่ทำให้ร้านอาหารนั้นๆ ได้รับความประทับใจจากลูกค้า และกลับมาทานซ้ำแล้วซ้ำอีก "ความคุ้มค่า" ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ‘อาหารดีๆ’ ก็เช่นกัน! ซึ่งทาง Michelin Star ก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของสิ่งนี้เป็นอย่างดี โดยจะประเมินดูว่า
เทศกาล “วันแห่งช็อกโกแลต” @Japan
เพื่อนๆ รู้กันหรือไม่ ว่าคนญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับ #ช็อกโกแลต ในวัน #วาเลนไทน์ ถึงขนาดยกให้เป็นวันแห่งช็อกโกแลตกันเลยทีเดียว !แล้วทำไมต้องช็อกโกแลตล่ะ? นั่นก็เพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการมอบช็อกโกแลตให้แก่กัน หมายถึงตัวแทนที่สื่อถึงความรักและความห่วงใย ซึ่งหนุ่มๆ สาวๆ ที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยนี้ มีธรรมเนียมในการซื้อช็อกโกแลตยี่ห้อ “Honmei Choco” หรือ “DARS” ให้แก่คนที่ตนแอบรัก เพื่อเป็นตัวแทนบอกความในใจ หรือเรียกอีกอย่างได้ว่าเป็น “ช็อกโกแลตสารภาพรัก” นั่นเองล่ะครับสำหรับใครที่กำลังมองหาของขวัญดีๆ เพื่อเผยความในใจในช่วงวันแห่งความรักนี้ การมอบช็อกโกแลตก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ หรือจะถือเป็นโอกาสไปฮันนีมูนที่เทศกาลช็อกโกแลต ประเทศญี่ปุ่นเลยก็ได้ รับรองได้ว่าไม่ผิดหวังแน่นอน